จวกแข้ง อาร์เซน่อล หลังโดน ไบรท์ตัน 3-0

พอล เมอร์สัน ตำนาน อาร์เซน่อล วิจารณ์แข้งปืนใหญ่แบบตรงไปตรงมา หลังโดน ไบรท์ตัน 3-0 ชี้ไม่มีนักเตะคนไหนกล้ารับบอลและลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทีม

พอล เมอร์สัน ตำนานนักเตะ อาร์เซน่อล ออกโรงวิจารณ์ทีมเก่าของตัวเองอย่างหนัก หลังเห็นฟอร์มการเล่นในเกมที่บุกไปเยือน ไบรท์ตัน ในพรีเมียร์ลีก

อาร์เซน่อล ลงสนามด้วยสถิติชนะรวด 100 เปอร์เซ็นต์ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ แต่สถานการณ์กลับพลิกอย่างรวดเร็ว เมื่อ ปาสกาล โกรสส์ ยิงให้เจ้าถิ่นขึ้นนำในนาทีที่ 23 ก่อนที่ ชาราลัมโปส คอสตูลา จะบวกประตูที่สองก่อนจบครึ่งแรก

จากนั้นช่วงครึ่งหลัง เชม่า อันเดรส แข้งใหม่ของ ไบรท์ตัน ทำประตูแรกของตัวเองกับสโมสร พร้อมส่งเจ้าบ้านหนีเป็น 3-0

จังหวะดังกล่าวทำให้ เมอร์สัน ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมในรายการ Soccer Saturday ถึงกับระเบิดอารมณ์ใส่ฟอร์มของ อาร์เซน่อล

“เกือบจะเป็น ไบรท์ตัน ที่ยิงได้อีกแล้ว ทุกอย่างเป็นของ ไบรท์ตัน”

“เดแคลน ไรซ์ กำลังหัวเสีย เขาพยายามเอาบอล แต่ไม่มีใครวิ่งมารับบอล ไม่มีใครอยากได้บอล มันน่าผิดหวังมากสำหรับ อาร์เซน่อล ตอนนี้”

“เวลาทุกอย่างเป็นไปด้วยดีมันก็ง่าย แต่วันนี้มันไม่เป็นแบบนั้น คุณต้องการนักเตะที่พร้อมลุกขึ้นมา รับบอล และสร้างบางอย่างให้เกิดขึ้น แต่ตอนนี้มันไม่เกิดขึ้นเลย”

เมอร์สัน ยังวิจารณ์ต่อในช่วงหลังเกม พร้อมมองว่า ไบรท์ตัน มีโอกาสยิงเพิ่มก่อนที่ อาร์เซน่อล จะได้ประตูคืนด้วยซ้ำ

“ผมคิดว่า ไบรท์ตัน จะยิงได้อีกลูกก่อนที่ อาร์เซน่อล จะยิงได้เสียอีก ตอนนี้ผมแทบมองไม่เห็นว่า อาร์เซน่อล จะมีโอกาสยิงด้วยซ้ำ”

อดีตแข้งปืนใหญ่ยังเจาะจงไปที่ บรูโน่ กิมาไรส์ ซึ่งได้ออกสตาร์ตตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกให้กับ อาร์เซน่อล โดยมองว่านักเตะยังไม่สามารถรับมือกับการไล่บีบของ ไบรท์ตัน ได้

“เขาห่างไกลจากฟอร์มที่ดีที่สุดมาก ผมบอกตั้งแต่พักครึ่งว่าเขาน่าจะถูกเปลี่ยนตัวออก แต่เขายังอยู่ต่ออีกประมาณ 10 นาที”

“ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน ถ้าคู่แข่งกดดันคุณอย่างหนัก ไล่บีบ และไม่ให้คุณมีเวลา มันก็ทำให้ทุกอย่างยากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ ไบรท์ตัน ทำ”

“พวกเขาไม่ปล่อยให้ใครมีเวลาครองบอล เงยหน้ามอง และจ่ายบอล พวกเขาทำได้ยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่า อาร์เซน่อล จะกลับมาได้”

ความพ่ายแพ้ดังกล่าวยังทำให้ อาร์เซน่อล พลาดโอกาสสร้างสถิติชนะ 8 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งพวกเขาเคยทำได้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1903 หรือเมื่อ 123 ปีก่อน

อลอนโซ่ ต้องเลือก ชาบาร์เรีย ตัวจริง แฟนเชลซีเรียกร้อง โชว์ฟอร์มแจ่ม

แฟนเชลซี ประทับใจฟอร์ม เป๊ป ชาบาร์เรีย หลังทำผลงานโดดเด่นเกมพ่าย เบรนท์ฟอร์ด 0-3 พร้อมเรียกร้องให้ ชาบาร์เรีย ได้ออกสตาร์ทต่อเนื่อง

แม้ เชลซี จะบุกไปพ่าย เบรนท์ฟอร์ด 0-3 แต่หนึ่งในนักเตะที่ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลกลับเป็น เป๊ป ชาบาร์เรีย แบ็กซ้ายคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร

ชาบาร์เรีย ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในระบบกองหลัง 5 คนของ ชาบี อลอนโซ่ โดยรับบทวิงแบ็ก และสามารถสร้างความประทับใจให้แฟนบอลได้ไม่น้อยจากผลงานตลอดเกม

ดาวเตะวัย 28 ปี ย้ายจาก ราโย บาเยกาโน่ มาร่วมทัพ เชลซี ด้วยค่าตัวราว 16.7 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม และดูเหมือนว่าฟอร์มในเกมล่าสุดจะช่วยให้เขาเริ่มได้รับความไว้วางใจจากแฟนบอลมากขึ้น

แฟนเชลซีหลายรายแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมเรียกร้องให้ อลอนโซ่ ส่ง ชาบาร์เรีย ลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยบางรายถึงขั้นมองว่า หากเจ้าตัวฟิตสมบูรณ์แล้ว มาโล กุสโต้ และ ยอร์เรล ฮาโต้ อาจต้องรอโอกาสบนม้านั่งสำรอง

นอกจากนี้ยังมีเสียงชื่นชมการประสานงานระหว่าง ชาบาร์เรีย กับ วาเลนติน บาร์โก้ รวมถึง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับทีม

อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานส่วนตัวของ ชาบาร์เรีย จะได้รับคำชม แต่ เชลซี ต้องพบกับความพ่ายแพ้แบบขาดลอย หลัง เบรนท์ฟอร์ด ได้ประตูจาก ไจดอน แอนโธนี่, อิกอร์ ติอาโก้ และ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่

ก่อนหน้านี้ ชาบาร์เรีย เคยเปิดเผยถึงเหตุผลที่เลือกย้ายมา เชลซี โดยยอมรับว่าการได้เล่นให้หนึ่งในสโมสรชั้นนำของโลกคือ “ความฝัน” พร้อมยกย่อง อลอนโซ่ ว่าเป็นหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

“ผมเคยเล่นฟุตบอลในสเปนมาตลอด แต่พรีเมียร์ลีกคือหนึ่งในลีกที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ ทั้งคุณภาพและความเข้มข้น ซึ่งผมคิดว่านี่คือลีกที่เหมาะกับผม”

“ผมได้คุยกับ ชาบี อลอนโซ่ แล้ว ผมมาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะเขา เขาเป็นหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุด และเคยเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วย มันเป็นเกียรติที่ได้เล่นภายใต้การคุมทีมของเขา”

อโมริม เหน็บ แมนยู ชูแข้ง มิลาน เร็ว-แกร่งกว่าทีมเก่า

รูเบน อโมริม เฮดโค้ชเอซี มิลาน เปรียบเทียบนักเตะทัพ “ปีศาจแดงดำ” กับ แมนยู ชี้ลูกทีมปัจจุบันมีทั้งเร็วและแข็งแกร่งกว่า ที่สำคัญยังตั้งใจรับฟังสิ่งที่ตนพยายามแนะนำ แถมยังระบุพร้อมปรับแท็กติกเพื่อแก้ปัญหาหลังแพ้ เบนฟิก้า ในเกมยูโรปา ลีก

รูเบน อโมริม เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสของ เอซี มิลาน ออกโรงเหน็บแนมนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบมีนัย หลังประเดิมความพ่ายแพ้ครั้งแรกในฐานะเฮดโค้ชทัพ “ปีศาจแดงดำ” ในศึกยูโรปา ลีก เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

มิลาน แพ้ เบนฟิก้า 0-2 คาสนามซาน ซิโร่ ในเกม ยูโรปา ลีก รอบ ลีก เฟส ส่งผลให้ตอนนี้ “รอสโซเนรี่” ไม่ชนะใครมาแล้ว 3 นัดติดต่อกัน หลังจากก่อนหน้านี้เสมอกับ ยูเวนตุส และ ลาซิโอ ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

อโมริม ซึ่งยึดมั่นระบบกองหลังสามตัวอย่างมาก และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานย่ำแย่จนสุดท้ายโดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เปิดใจพร้อมปรับแท็กติก แถมยังเปรียบเทียบนักเตะมิลาน มีคุณสมบัติบางด้านที่ดีกว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นจากลูกทีมสมัยคุมแมนฯ ยูไนเต็ด

"ผมรู้ดีว่าที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ มิลาน ซึ่งเป็นสองสโมสรใหญ่ ที่มีความกดดันว่าต้องคว้าชัยชนะ ผู้คนต่างคาดหวังทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และผมก็รู้สึกถึงความกดดันแบบเดียวกันที่นี่"

“ผมคิดว่าทีมนี้มีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย พวกเขาคุ้นเคยกับการเล่นโดยใช้กองหลังสามคนมากกว่า พวกเขาเร็วและแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย แน่นอนว่าในตอนนี้ผมยังไม่มีนักเตะที่มีคุณลักษณะชัดเจนและสมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ แต่เมื่อคุณเข้ามารับงานกับทีมใหม่ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีนักเตะที่มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นได้ทันที”

"ผมมองไปที่นักเตะของตัวเอง และคิดว่าพวกเขารับฟังทุกสิ่งที่ผมพูดระหว่างการฝึกซ้อม และนั่นทำให้ผมมีความหวังว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้" อดีตนายใหญ่เบนฟิก้า กล่าวทิ้งท้าย

แมนฯ ซิตี้ ฟอร์มโหดถล่ม นอริช 5-0 แซมบ้าเบิ้ลลิ่วคาราบาวคัพ

แมนฯ ซิตี้ โชว์ฟอร์มร้อนแรง เปิดบ้านถล่ม นอริช ซิตี้ จากแชมเปี้ยนชิพ 5-0 โดย ฟลอยด์ แซมบ้า เหมาสองประตู พาทีมลิ่วรอบ 16 ทีมสุดท้าย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระเบิดฟอร์มร้อนแรงไล่ถล่ม นอริช ซิตี้ ทีมจากแชมเปี้ยนชิพ 5-0 ในศึก คาราบาว คัพ อังกฤษ รอบ 3 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 โดย ฟลอยด์ แซมบ้า ทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ทัพ “เรือใบสีฟ้า” ผ่านเข้าสู่รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปพบกับ ไบรท์ตัน

เริ่มเกมมา แมนฯ ซิตี้ เดินหน้าเปิดเกมรุกเข้าใส่ทีมเยือนอย่างต่อเนื่อง ก่อนมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 29 จากจังหวะที่ อัลลัน เอเลียส เปิดบอลเข้าไปบริเวณหน้าปากประตู และเป็น ฟลอยด์ แซมบ้า ที่ขึ้นโหม่งส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายให้เจ้าถิ่นนำ นอริช ซิตี้ 1-0

จากนั้นเพียง 3 นาที แมนฯ ซิตี้ มาได้ประตูที่สองในนาทีที่ 32 เมื่อ รายาน แชร์กี้ ได้บอลหลุดขึ้นมาก่อนพาบอลเข้าสู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิงส่งบอลเข้าประตู ช่วยให้เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0

ช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรกไม่มีประตูเพิ่มเติม ก่อนจบ 45 นาทีแรก แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายนำ นอริช ซิตี้ 2-0

กลับมาเล่นครึ่งหลังได้เพียง 3 นาที แมนฯ ซิตี้ ขยับสกอร์เป็น 3-0 ในนาทีที่ 48 จากจังหวะที่ อัลลัน เอเลียส เลี้ยงบอลเข้าเขตโทษ ก่อนล็อกหลบแนวรับทีมเยือนและซัดด้วยซ้ายส่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไป

จากนั้นนาทีที่ 54 ฟลอยด์ แซมบ้า มาทำประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ ช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ นำห่าง นอริช ซิตี้ 4-0

เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 90 ไรอัน แม็กไอดู มาบวกประตูที่ห้าให้กับเจ้าถิ่น ก่อนที่ช่วงเวลาที่เหลือจะไม่มีประตูเพิ่มเติม

จบการแข่งขัน แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 ผ่านเข้าสู่ คาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะพบกับ ไบรท์ตัน ต่อไป

คาร์ริค ยันไม่กดดัน แม้ แมนยู ฟอร์มอนาถ

แพ้ 3 จาก 6 เกม แถมเพิ่งร่วงคาราบาว คัพ คาบ้าน แต่ คาร์ริค ยืนยันแรงกดดันไม่รบกวนแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่สนใจคือพา แมนยู กลับมาชนะและเดินไปในทิศทางที่ดี

ไมเคิ่ล คาร์ริค ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกกดดันกับสถานการณ์ของตัวเอง แม้ “ปีศาจแดง” กำลังอยู่ในช่วงผลงานน่าผิดหวัง และล่าสุดเพิ่งพ่าย ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-3 ตกรอบสาม ศึกคาราบาว คัพ

แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้คาบ้านสองนัดติดต่อกัน เริ่มจากพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก ทั้งที่คู่ปรับร่วมเมืองเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรก

จากนั้นอีกเพียงสามวัน “ปีศาจแดง” ต้องพบความผิดหวังอีกครั้งในคาราบาว คัพ เมื่อออกนำ ไบรท์ตัน 2-0 แต่ไม่สามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้ ก่อนถูกทีมเยือนยิงสามประตูรวด พลิกกลับมาชนะ 3-2 ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

หลังสิ้นเสียงนกหวีด แฟนบอลเจ้าถิ่นส่งเสียงโห่แสดงความไม่พอใจกับผลงานของทีม อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันที่กำลังเพิ่มขึ้น คาร์ริค ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขา

“ไม่เลย ผมไม่ได้รู้สึกกดดัน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นไม่ได้รบกวนผมแม้แต่นิดเดียว”

“โดยปกติแล้วมันไม่ได้รบกวนผมเลย ผมเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก และเข้าใจว่าโลกนี้ทำงานอย่างไร แต่โดยทั่วไปแล้วมันไม่ได้รบกวนผม”

อดีตกองกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่ากระแสจากภายนอก คือการพาทีมกลับมาคว้าชัยชนะและสร้างบรรยากาศที่ดีภายในสโมสร

“สิ่งที่รบกวนผมคือการคว้าชัยชนะ และการมีบรรยากาศที่ดีรอบสโมสร รวมถึงความรู้สึกที่ดีภายในกลุ่มนักเตะ เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ดี นั่นคือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุด” คาร์ริค กล่าว

สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ด้วยผลงาน ชนะเพียง 2 จาก 6 นัดในทุกรายการ และแพ้ 3 เกม โดยหนึ่งในนั้นคือการบุกแพ้ ฮัลล์ ซิตี้ 0-2 ในนัดเปิดพรีเมียร์ลีก ก่อนล่าสุดจะพ่ายสองเกมติดต่อกันต่อ แมนฯ ซิตี้ และ ไบรท์ตัน

ผลงานดังกล่าวทำให้ คาร์ริค และลูกทีมต้องเร่งเรียกความมั่นใจกลับมา โดยโปรแกรมถัดไป แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวออกไปเยือน ฟูแล่ม ในศึกพรีเมียร์ลีก วันอาทิตย์นี้

อีฟส์ บิสซูม่า เซ็นฟรีซบอาแจ็กซ์ หลังหมดสัญญากับสเปอร์ส

อีฟส์ บิสซูม่า อดีตกองกลาง สเปอร์ส เซ็นสัญญาร่วมทัพ อาแจ็กซ์ ถึงจบฤดูกาลนี้ พร้อมออปชั่นขยายเพิ่มอีก 12 เดือน

อีฟส์ บิสซูม่า อดีตกองกลางของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ย้ายร่วมทีม อาแจ็กซ์ อย่างเป็นทางการ ด้วยสัญญาเบื้องต้นจนจบฤดูกาลนี้

กองกลางตัวรับวัย 30 ปี กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดนับตั้งแต่ถูก สเปอร์ส ปล่อยตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนบรรลุข้อตกลงย้ายไปค้าแข้งในเนเธอร์แลนด์

สัญญาของ บิสซูม่า กับ อาแจ็กซ์ จะมีผลจนถึงช่วงจบฤดูกาล โดยข้อมูลจาก บีบีซี สปอร์ต ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขขยายสัญญาเพิ่มอีก 12 เดือน

ยอร์ดี้ ครัฟฟ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ อาแจ็กซ์ เปิดเผยว่า สโมสรได้พูดคุยกับ บิสซูม่า มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในประสบการณ์ของนักเตะรายนี้

“เราได้นักเตะที่มีประสบการณ์และรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำผลงานในระดับสูงสุดได้ เขาสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง และเราหวังว่าเขาจะพร้อมลงสนามให้เลือกใช้งานได้โดยเร็วที่สุด” ครัฟฟ์ กล่าวผ่านเว็บไซต์สโมสร

บิสซูม่า ย้ายจาก ไบรท์ตัน มาร่วมทีม สเปอร์ส ในปี 2022 ก่อนลงสนามให้สโมสรจากกรุงลอนดอนไปทั้งหมด 111 นัด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2025 บิสซูม่า ถูก โธมัส แฟร้งค์ ซึ่งเวลานั้นเป็นกุนซือ สเปอร์ส ตัดชื่อออกจากทีมในเกมพบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ศึกยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการมารายงานตัวล่าช้าอย่างต่อเนื่อง

ฤดูกาลสุดท้ายกับ “ไก่เดือยทอง” บิสซูม่า ลงสนามทั้งหมด 11 นัด โดยเป็นเกมพรีเมียร์ลีกทุกนัด ขณะที่ทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน

ล็องส์ แยกทาง ดิโน่ ท็อพพ์โมลเลอร์ หลังคุมทีมแค่ 6 นัด

ล็องส์ แยกทางกับ ดิโน่ ท็อพพ์โมลเลอร์ หลังคุมทีมเพียง 6 นัด แม้พาทีมคว้าแชมป์โทรเฟ่ เดส์ ช็องปิยงส์ และชนะเกมเปิดหัวแชมเปี้ยนส์ ลีก

ล็องส์ รองแชมป์เก่า ลีก เอิง ฝรั่งเศส ประกาศแยกทางกับ ดิโน่ ท็อพพ์โมลเลอร์ กุนซือชาวเยอรมัน หลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 28 วัน และคุมทีมลงสนามอย่างเป็นทางการเพียง 6 นัด

การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างทีมงานสตาฟฟ์โค้ช

รายงานระบุว่า ฝ่ายบริหารของ ล็องส์ ต้องการปรับโครงสร้างทีมงานและให้ เนลสัน มอร์กาโด้ ผู้ช่วยโค้ชและคนสนิทของ ท็อพพ์โมลเลอร์ ออกจากทีมงาน อย่างไรก็ตาม โค้ชหนุ่มวัย 45 ปี ไม่เห็นด้วย และปฏิเสธที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในทีมงานของเขา ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ท้ายที่สุด ล็องส์ จึงตัดสินใจยุติสัญญากับ ท็อพพ์โมลเลอร์ รวมถึงผู้ช่วยของเขาอีก 2 ราย โดยกุนซือชาวเยอรมันยอมสละค่าชดเชยตามสัญญาส่วนหนึ่งเพื่อช่วยให้การแยกทางเกิดขึ้น

สำหรับ ท็อพพ์โมลเลอร์ ลูกชายของ เคล้าส์ ท็อพพ์โมลเลอร์ อดีตกุนซือชื่อดังในยุค 90 เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก ปิแอร์ ซาช ซึ่งย้ายไปรับงานคุมทีม คริสตัล พาเลซ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ตัวเขาเองก็เคยตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจาก พาเลซ และ บอร์นมัธ หลังแยกทางกับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต

แม้ช่วงเวลาคุมทีมจะแสนสั้นเพียง 28 วัน แต่ ท็อพพ์โมลเลอร์ สามารถพา ล็องส์ คว้าแชมป์ได้หนึ่งรายการ หลังเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-0 ในศึก โทรเฟ่ เดส์ ช็องปิยงส์

ส่วนผลงานในรายการอื่น เขาพา ล็องส์ บุกชนะ สลาเวีย ปราก 3-2 ประเดิมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่ในลีก เอิง อยู่อันดับ 10 จากผลงานชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 2 มี 4 คะแนน

หลังการแยกทาง ยานนิค กาอูซัก อดีตกัปตันทีม ล็องส์ และหนึ่งในทีมงานสตาฟฟ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับหน้าที่คุมทีมเป็นการชั่วคราวทันที

อิราโอล่า ปลื้ม ลิเวอร์พูล พลังงานเต็มเปี่ยมหลังอัด สเปอร์ส 3-1

อันโดนี่ อิราโอล่า เฮดโค้ชลิเวอร์พูล พอใจฟอร์มทัพ “หงส์แดง” หลังชนะ สเปอร์ส 3-1 ศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมชมลูกทีมที่แสดงพลังงานยอดเยี่ยม แม้โดนไล่กดดันช่วงท้ายเกมแต่ก็สามารถยิงประตูตอกฝาโลงได้สำเร็จ

อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือลิเวอร์พูล ยอมรับพอใจกับฟอร์มการเล่นของทัพ “หงส์แดง” อย่างมาก โดยผลงานแบบนี้ใกล้เคียงกับแนวทางการเล่นที่ต้องการ หลังทุบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 3-1 ศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

เกมที่สนามแอนฟิลด์ เจ้าบ้านเล่นได้อย่างดุดัน และขึ้นนำ 2-0 จาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โกดี้ คักโป ก่อนที่ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ จะโหม่งตีไข่แตกให้ “ไก่เดือยทอง” ไล่ตาม 1-2 อย่างไรก็ตามในช่วงทดเจ็บ โดมินิค โซโบซไล ซัดไกลสุดงามเป็นประตูตอกฝาโลงช่วย “หงส์แดง” ชนะ 3-1 ทะลุเข้ารอบ 4 ต่อไป

อิราโอล่า ยอมรับว่า เกมมีช่วงจังหวะที่แตกต่างกันออกไป แต่ตนพอใจกับพลังงานและความมุ่งมั่นของทีม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนผู้เล่นหลายตำแหน่งก็ตาม “ผมคิดว่าเกมนี้มีหลายช่วงที่แตกต่างกัน เราเป็นฝ่ายกดดันอย่างหนักและจากนั้นก็ขึ้นนำ”

"แต่เมื่อเราขึ้นนำแล้ว พวกเขาก็เข้ามาอยู่ใกล้พื้นที่ของเรา โดยเฉพาะจากลูกตั้งเตะ ซึ่งเรารับมือได้ลำบาก โดยรวมผมคิดว่าเราทำได้ดี วันนี้ผมรู้สึกว่าในช่วงที่เราเล่นได้ดีเยี่ยม ทีมแสดงให้เห็นถึงพลังงาน ทุกคนช่วยกันผลักดันทีม และมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เราอยากให้เป็น"

“ผมพอใจกับผลงานของทีม ผมคิดว่าเกมนี้มีหลายช่วงที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วผมชอบพลังงานที่ทีมแสดงออกมา เราทำประตูได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขคือเราผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้”

"ผมคิดว่าเมื่อสกอร์เป็น 2-0 พวกเขาจำเป็นต้องเสี่ยงและพยายามยึดพื้นที่ในสนามให้ได้มากขึ้น เราป้องกันได้ดี แต่ก็เสียลูกตั้งเตะให้พวกเขาหลายครั้ง และเมื่อพวกเขาทำประตูได้ มันก็สร้างความกดดันให้เราอยู่พอสมควร โชคดีสำหรับเรา เราหาทางทำประตูที่สามได้ และปิดเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ"

ขณะเดียวกัน กุนซือชาวสเปน ยังกล่าวชื่นชอบลูกยิงของ โซโบซไล ว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่โดดเด่นของ ดอม (โดมินิค โซโบซไล) คือเมื่อเขาได้จังหวะยิง เขามีโอกาสทำประตูได้เสมอ คุณเชื่อมั่นในตัวเขา เพราะเขาเคยทำแบบนี้มาแล้ว เขาเป็นนักเตะที่จบสกอร์ได้ยอดเยี่ยม”

สิ่งที่แฟนแมนยูควรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของ เจเจ กาเบรียล

แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกใจหายอย่างมาก หลังมีกระแสข่าวยืนยันว่า เจเจ กาเบรียล ดาวรุ่งพรสวรรค์สูง วัย 15 ปี ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อขอยกเลิกการลงทะเบียนกับสโมสรโดยมีผลทันที ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะไร้สังกัด

กาเบรียล อยู่กับ “ปีศาจแดง” มาตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยถูกยกให้เป็นหนึ่งในดาวรุ่งเทพประทานที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ และถูกวางให้เป็นแข้งอนาคตของทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งคน

ดังนั้นการที่ กาเบรียล ตัดสินใจต้องการยุติเส้นทางอาชีพในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แถมก่อนหน้านี้บัญชีโซเชียลมีเดียของเขายังได้ลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ แมนยู ออกทั้งหมด เพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการออกไปหาโอกาสกับสโมสรอื่น

งานนี้มาสรุปทุกสิ่งที่แฟนผีโปรเจกต์จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของ เจเจ กาเบรียล หลังแจ้งความต้องการที่จะอำลาสโมสร

  • คำร้องของ เจเจ กาเบรียล

เจเจ กาเบรียล ดาวรุ่งวัย 15 ปีจากอะคาเดมี่ สร้างความตกตะลึงให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการเพื่อขออำลาสโมสร และจากนั้นปฏิเสธที่จะกลับมาฝึกซ้อมกับทีมของกุนซือ ไมเคิ่ล คาร์ริค ขณะที่ผู้บริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงไม่ทราบเหตุผลของนักเตะอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าเขาไม่สามารถยกเลิกการลงทะเบียนออกจากสโมสรได้ภายใต้สัญญาฉบับปัจจุบัน

  • ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ สื่ออังกฤษหลายสำนักระบุไปทิศทางเดียวกันว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ก็คือคุณพ่อของกาเบรียล ซึ่งทำหน้าที่ดูและและผลักดันภาพลักษณ์เชิงพาณิชย์ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยครอบครัวของเขามองว่าสโมสรไม่ให้โอกาส กาเบรียล ซึ่งเป็นการลดทอนการพัฒนาศักยภาพของเขา และทำให้การก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ล่าช้าเกินไป
  • รอยร้าวที่ไม่สามารถประสานกันได้ แม้ กาเบรียล จะมีชื่อซ้อมกับทีมชุดใหญ่และสโมสรเตรียมเปิดโอกาสให้เขาลงสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของนักเตะ กับบอร์ดบริหารและบรรดาโค้ช “ผีแดง” เต็มไปด้วยความตึงเครียดและมาถึงจุดแตกหักจนกลายเป็นประเด็นร้อนไปเรียบร้อยแล้ว
  • จุดยืนของ แมนฯ ยูไนเต็ด บรรดานักข่าวจาก แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ รายงานว่า แหล่งข่าวของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนยันว่า กาเบรียล ไม่สามารถยกเลิกการลงทะเบียนกับสโมสรได้ แม้เจ้าตัวจะยื่นคำร้องขอก็ตาม โดยภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน การลงทะเบียนของเขากับสโมสรจะมีผลไปจนจบฤดูกาล
  • คำร้องขอเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ กาเบรียล ยื่นคำร้องขอให้สถานะของเขาเป็นนักเตะฟรีเอเจนต์ทันที หลังลบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกจากบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง ไม่นานหลังจากทำแฮตทริกในศึกยูฟ่า ยูธ ลีก โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเส้นทางสู่ทีมชุดใหญ่ รวมถึงการไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อนักเตะ 25 คนชุดหลักของ แมนฯ ยูไนเต็ด สำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
  • ความสนใจจากสโมสรชั้นนำมากมาย แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซน่อล, เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับดาวรุ่งรายนี้ โดย แมนฯ ซิตี้ พยายามอย่างจริงจังที่จะดึง กาเบรียล ออกจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในปี 2025 ซึ่งมี อูโก้ วิอาน่า ผู้อำนวยการสโมสรเป็นแกนนำในการโน้มน้าวใจ ด้วยการชูเส้นทางจากอะคาเดมี่สู่ทีมชุดใหญ่ผ่านนักเตะอย่าง ฟิล โฟเด้น และ นิโก้ โอไรลี่ย์ อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว กาเบรียล เลือกที่จะอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป
  • อาร์เซน่อล จ้องตาเป็นมัน หลังจากนั้นทัพ “ปืนใหญ่” ได้ติดตามพัฒนาการอันรวดเร็วของเขาอย่างใกล้ชิด พร้อมชี้ให้เห็นถึงผลงานของสโมสรในการผลักดันดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น แม็กซ์ ดาวแมน และ อีธาน วาเนรี่ เพื่อแสดงให้เห็นว่านักเตะวัย 15 ปีสามารถได้รับโอกาสลงสนามกับทีมชุดใหญ่อย่างจริงจังได้
  • โทษแบนอะคาเดมี่ของ เชลซี เชลซี ยังคงมุ่งเน้นการคว้าตัวดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงที่สุดจากทั่วโลก และกำลังจับตาดูข้อพิพาทระหว่าง กาเบรียล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม โทษแบนการซื้อนักเตะระดับอะคาเดมี่เป็นเวลา 9 เดือนของสโมสร ซึ่งถูกลงโทษในเดือนมีนาคม ทำให้พวกเขาไม่สามารถเซ็นสัญญาคว้าตัวดาวรุ่งรายนี้ได้ โดยบทลงโทษดังกล่าวครอบคลุมถึงนักเตะเยาวชนที่เคยขึ้นทะเบียนกับอะคาเดมี่ของสโมสรในพรีเมียร์ลีกหรืออีเอฟแอลมาก่อน แต่ไม่รวมถึงนักเตะอะคาเดมี่ที่อยู่กับสโมสรในปัจจุบัน, นักเตะที่มาจากต่างประเทศ หรือผู้เล่นที่ย้ายเข้ามาด้วยสัญญาอาชีพ
  • กฎของพรีเมียร์ลีก แม้จะได้รับความสนใจจากหลายสโมสร แต่ตามกฎแล้ว สโมสรต่างๆ ไม่สามารถเซ็นสัญญาทุนการศึกษากับนักเตะได้จนกว่าพวกเขาจะอายุครบ 16 ปี หรือเซ็นสัญญาอาชีพจนกว่าจะอายุครบ 17 ปี ซึ่งหมายความว่า กาเบรียล จะไม่สามารถผูกมัดกับสัญญาประเภทใดประเภทหนึ่งได้จนกว่าจะถึงวันที่ 6 ตุลาคม โดยกฎของพรีเมียร์ลีกระบุว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคัดค้านหรือปฏิเสธคำร้องของ กาเบรียล ที่ต้องการยกเลิกการลงทะเบียนกับสโมสรได้
  • รายละเอียดในกฎดังกล่าว “ในระหว่างช่วงเวลาที่บุตรหลานของคุณขึ้นทะเบียนอยู่กับสโมสร การลงทะเบียนของเขาจะสามารถยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน (สโมสร นักเตะ และผู้ปกครอง/ผู้ดูแล) หากทุกฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ บุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องยังสามารถยื่นคำร้องต่อพรีเมียร์ลีก เพื่อขอให้มีคำตัดสินที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับคำร้องขอยุติการลงทะเบียนได้”

คูตินโญ่ ซบ ซานโตส ผนึกกำลังเพื่อนรัก เนย์มาร์

ซานโตส ประกาศคว้า ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว เซ็นสัญญาถึงสิ้นปี 2026 หลังแยกทาง วาสโก ดา กาม่า โดยมี เนย์มาร์ เพื่อนสนิทช่วยผลักดันดีล ก่อนทั้งคู่ได้ร่วมงานกันในระดับสโมสร

ซานโตส สโมสรดังในลีกสูงสุดบราซิล ประกาศคว้าตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์มากประสบการณ์เข้าร่วมทีมอย่างเป็นทางการแบบไม่มีค่าตัว โดยเซ็นสัญญาระยะสั้นจนถึงสิ้นปี 2026

คูตินโญ่ ซึ่งสร้างชื่ออย่างโดดเด่นในยุโรปหลังย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน มาร่วมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2013 กลายเป็นนักเตะฟรีเอเจนต์ หลังแยกทางกับ วาสโก ดา กาม่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ซานโตส เดินหน้าคว้าตัวดาวเตะวัย 34 ปี คือความต้องการของ เนย์มาร์ ที่อยากร่วมงานกับเพื่อนสนิท โดยดาวเตะบราซิเลียนและบริษัทเอเจนซี่ของเขามีส่วนช่วยผลักดันและประสานการเจรจาจนดีลสำเร็จ

เพื่อนกันมานาน แต่ไม่เคยเล่นสโมสรเดียวกัน
คูตินโญ่ กับ เนย์มาร์ รู้จักและสนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชน รวมถึงผ่านการเล่นร่วมกันในนาม ทีมชาติบราซิล มาอย่างยาวนาน แต่เส้นทางในระดับสโมสรของทั้งคู่กลับไม่เคยมาบรรจบกัน

ตลอดอาชีพค้าแข้ง คูตินโญ่ ผ่านประสบการณ์กับหลายสโมสรชั้นนำของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์ มิลาน, ลิเวอร์พูล, บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค ก่อนกลับไปค้าแข้งในบราซิล

ที่น่าสนใจคือ เส้นทางอาชีพของทั้งคู่เคยเกือบเชื่อมโยงกันมาแล้ว เมื่อ บาร์เซโลน่า ทุ่มเงินคว้า คูตินโญ่ จาก ลิเวอร์พูล ในเดือนมกราคม 2018 หลังจาก เนย์มาร์ ย้ายออกจากถิ่นคัมป์ นู ไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017

แต่ครั้งนี้ทั้งสองคนจะได้ลงเล่นในสีเสื้อเดียวกันระดับสโมสรเป็นครั้งแรก หลัง ซานโตส ปิดดีลคว้า คูตินโญ่ เข้ามาเสริมทัพ เพื่อร่วมงานกับ เนย์มาร์ ในช่วงที่เหลือของปี 2026